Home ทักษะชีวิตด้านต่างๆ การพัฒนาตนเอง พฤติกรรมการแสดงออก1

พฤติกรรมการแสดงออก1

การมีบุคลิกภาพ ที่เหมาะสม

การมีพฤติกรรมที่เหมาะสม (Assertive training) หมายถึงการที่บุคคลกล้าแสดงออกในการรักษาสิทธิ อันพึงมีพึงได้ของตน โดยไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมกล้าแสด งออกอย่างเหมาะสม พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก และพฤติกรรมก้าวร้าว

การตอบสนองอย่างเหมาะสม  (Assertion)
พฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างเหมาะ สมเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความกล้าพูด  กล้าคิด กล้ากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง  และกล้าแสดงออกตามความรู้สึกที่แท้จริงของตน โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น  และเมื่อแสดงพฤติกรรมไปแล้วจะไม่มีความวิตกกังวลใจ ซึ่งแสดงถึงการยอมรับในสิทธิของบุคคล เมื่อพิจารณาในรูปของการมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น จะเป็นบุคคลที่สื่อสารด้วยความจริงใจ เปิดเผยและตรงตามความต้องการหรือความรู้สึกของตนเอง โดยมีวิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ซึ่งแสดงถึงการมี ความเคารพนับถือ ยอมรับ และเห็นคุณค่าของบุคคลอื่นและของตนเองด้วย สมมติว่า วสันต์เพิ่งซื้อรถใหม่มาคันหนึ่งและเพื่อนมาขอยืมไปขับ ถ้าวสันต์ไม่ต้องการให้เพื่อนยืม และวสันต์มีความกล้าแสดงออก วสันต์จะบอกว่า “ผมดีใจที่คุณชอบรถผม แต่ผมเสียใจที่ไม่สามารถให้คุณยืมได้ ผมรู้สึกไม่สบายใจถ้าใครมาขับรถผม”

การตอบสนองอย่างไม่กล้าแสดงออก (Passive)
พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก  หรือการยอมตาม เป็นความขลาดกลัวที่ไม่กล้าแสดงออกถึงความรู้สึก ความต้องการที่แท้จริงของตน รวมทั้งไม่สามารถจะรักษาสิทธิของตนเองได้  เป็นบุคคลที่มีความอาย ไม่กล้าแสดงออกถึงความไม่สบายใจหรือความไม่เห็น ด้วยกับบุคคลอื่น ไม่กล้าปฏิเสธ มีความเชื่อฟัง สอนง่าย มักจะเก็บความรู้สึกขุ่นมัวเอาไว้ หากถูกเอาเปรียบก็มักจะถอยหนีหรือหลบตัว มักจะมีความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองต่ำหากต้องการแสดงออกถึงความ ต้องการของตน ก็มักจะมีความวิตกกังวลหรือความไม่สบายใจ จึงมีท่าทางที่ระมัดระวัง และกล่าวคำขอโทษอยู่เสมอ พร้อมกับมีภาษาท่าทางที่ไม่เหมาะสม เช่น การไม่กล้าสบตาผู้สนทนา พูดเสียงเบา พูดเร็วเกินไป เป็นต้น ในกรณีของการยืมรถ ถ้าวสันต์เป็นบุคคลประเภทไม่กล้าแสดงออก วสันต์อาจจะต้องยอมให้เพื่อนยืมรถไปทั้งๆ ที่ใจไม่ต้องการให้เลย แต่ด้วยความที่ปฏิเสธใครไม่เป็นและกลัวว่า ถ้าไม่ให้ยืมรถแล้วจะถูกเพื่อนมองว่าขี้เหนียว หรือ “งก” จึงต้องจำใจให้รถเพื่อนไป แต่ก็ไม่มีความสุขตลอดวันเพราะห่วงรถ

การตอบสนองด้วยความก้าวร้าว  (Aggression)
พฤติกรรมก้าวร้าวเป็นการ แสดงออกถึงการยึดตนเองเป็นศูนย์กลางเรียกร้องถึงสิทธิของตนโดยไม่ สนใจว่าจะไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ ไม่เห็นความสำคัญของปฎิกริยา ความรู้สึก และความคิดเห็นที่บุคคลอื่นได้แสดงออกมา รวมทั้งไม่มีความเคารพนับถือบุคคลอื่นด้วย บุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวจึงมักแสดงออกถึงความรู้สึก ความต้องการ และความคิดเห็นที่ตนมีในลักษณะของการข่มขู่ บังคับ เรียกร้อง พูดโต้เถียงให้ชนะ พูดกล่าวโทษผู้อื่น พูดเสียงดัง พูดจาเสียดสี พูดเหยียดหยาม ข่มขู่หรือพูดในสิ่งที่แสดงถึงความมีอำนาจของตน หรือทำให้ตนเองมีความสำคัญมากขึ้น  และอาจแสดงความหยาบคายต่อบุคคลอื่น มักจะทำให้บุคคลอื่นไม่สบายใจหรือขัดใจ หรือโกรธอยู่เสมอ ซึ่งมีผลทำให้สัมพันธภาพระหว่างบุคคลเปลี่ยนแปลงไป ถึงแม้ผู้มีพฤติกรรมก้าวร้าวจะมีความรู้สึกผิด แต่บรรลุเป้าหมายที่ตนต้องการก็เหมือนได้รับการเสริมแรงต่อพฤติกร รมก้าาวร้าวนั้น จึงมีแนวโน้มการกระทำก้าวร้าวต่อไปอีก หากวสันต์ใช้วิธีก้าวร้าว เขาก็อาจจะบอกเพื่อนว่า “น้ำหน้าอย่างแนะเหรอ จะมาขับรถฉัน ไม่เจียมตัวบ้างเลย”

การตอบโต้ของวสันต์ในกรณีนี้ จะแสดงความก้าวร้าวทางคำพูด สร้างความโกรธและอับอายให้กับผู้ฟัง ซึ่งผลก็คือทั้งสองอาจจะทะเลาะวิวาทกันได้

โดยทั่วๆ  ไปแล้ว การตอบโต้ในลักษณะไม่กล้าแสดงออก  หรือความก้าวร้าว ล้วนนำไปสู่ผลลบทั้งสิ้น  ผู้ที่ไม่กล้าแสดงออกจะไม่มีวันได้สิ่งที่เขาต้องการ เพราะเขาไม่กล้าบอกผู้อื่นว่าเขาต้องการอะไร พวกเขาเหล่านั้นมักเป็นบุคคลที่ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง  คิดว่าความคิดความรู้สึกของพวกเขานั้นคงไม่สำคัญและไม่มีความหมาย สำหรับผู้ใด ไม่กล้าขัดใจผู้อื่นกลัวว่าถ้าปฏิเสธผู้อื่นแล้ว จะทำให้เขาไม่ขอบตน สิทธิของเขามักจะถูกผู้อื่นเหยียบย่ำตลอดเวลา

ในขณะเดียวกัน บุคคลก้าวร้าวก็มักจะไม่สนใจความรู้สึก  หรือสิทธิของผู้อื่น นอกจากสิ่งที่ตัวเขาเองต้องการ เนื่องจากเขาไม่เคยคำนึงถึงผู้อื่น เขาจึงมีเพื่อนน้อยและสูญเสียเพื่อนไปเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้นบุคคลที่เขาล่วงเกินก็มักจะจดจำและแสวงหาวิธีการที่จะ กลับมาแก้แค้นเขาอยู่เสมอ ดังนั้นบุคคลที่ก้าวร้าวเหล่านี้จึงมักจะเป็น “ผู้แพ้” ในอนาคต

ในทางตรงข้าม บุคคลที่มีบุคลิกภาพกล้าแสดงออก (Assertive) นั้น มักจะมีการแสดงออกที่เหมาะสม แม้ว่าเขาจะโกรธใคร เขาก็จะไม่เหยียบย่ำบุคคลที่เขาโกรธ แต่การโกรธของเขาจะมุ่งไปที่เรื่องที่เกิดมากกว่าตัวบุคคล และเขาจะมีวิธีการสื่อสารที่จะทำให้ผู้ถูกโกรธรู้ว่าเขาต้องการ อะไร หรือไม่ต้องการอะไร มิใช่เป็นการโกรธ “เหมา” ไปหมด หรือโกรธกับคนหนึ่งไปหาทางระบายออกอย่างรุนแรงกับคน อื่น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออก  เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกให้เราเคารพบุคคลทุกคนที่เรามีสัมพันธ์ ด้วย  รักษาสัมพันธภาพของบุคคลเอาไว้  และยังทำให้บุคคลเรียนรู้ที่จะเป็น “ผู้ชนะ” ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างแท้จริง

ตัวอย่างเพิ่มเติม

พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก

ตุ่น: ขอโทษนะนก ขอรบกวนเธอหน่อยนะ ไม่ทราบว่าเธอจะช่วยฉันล้างถ้วยชามเหล่านี้อีกแรง ได้มั้ยจ้ะ
นก: ฉันดูทีวีอยู่จ้ะ
ตุ่น: ขอโทษด้วยนะ ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเธอกำลังดูทีวี เดี๋ยวฉันล้างเองได้จ้ะ

จะสังเกตได้ว่า  ในประโยคสุดท้ายที่พูดนั้น  ทำให้นกไม่ต้องมาช่วยงาน  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตุ่นไม่ได้รับในสิ่งที่ตนเองต้องการ และตุ่นก็เริ่มจะมีความทุกข์อยู่ในใจ  นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดความนับถือในตนเองอีกด้วย

พฤติกรรมก้าวร้าว

ตุ่น: นี่ฟังนะ ฉันได้ทำความสะอาดโต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะล้างชามกองใหญ่ ฉันอยากให้เธอมาช่วยฉันอีกแรงหนึ่ง ไม่อย่างนั้นฉันจะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้แหละ
นก:  เดี๋ยวก่อนสิ ฉันกำลังดูทีวีอยู่
ตุ่น:  เธอไม่ค่อยมีน้ำใจที่จะช่วยเหลืองานคนอื่นเลย สนใจแต่เรื่องของตนเอง ดูแต่ทีวี
นก : อย่าพูดอย่างนั้นนะตุ่น
ตุ่น : เธอก็ได้แต่กิน ดูทีวีแล้วก็นอน อีกไม่นานก็คงจะอ้วนเป็นหมู
นก : ปิดปากเงียบได้แล้ว น่ารำคาญ

จะสังเกตได้ว่าประโยคแรก ที่พูดนั้นเป็นการว่ากล่าวบุคคลอื่น ซึ่งทำให้อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยความรู้สึกที่ขุ่นเคือง และในแต่ละประโยคที่ตุ่นพูด ก็แสดงถึงพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย แล้วยังผลให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกไม่พอใจ เกิดการต่อต้านขึ้น

พฤติกรรมกล้าแสดงออกอย่างเหมาะ สม เป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงความกล้าพูด  กล้าคิด กล้ากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่วิตกกังวลใจ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตุ่น : นกจ้ะ เธอว่างหรือเปล่า ฉันอยากให้เธอมาช่วยฉันล้างถ้วยชามอีกแรงหนึ่ง
นก : ฉันกำลังดูทีวีอยู่จ้ะ
ตุ่น : ฉันจะขอบใจเธอมากเลยนะ ถ้าเราจะช่วยกันทำงาน พอเราทำงานเสร็จแล้ว เธอค่อยกลับไปดูทีวีก็ได้
นก : แต่ตอนนี้เป็นรายการสัมภาษณ์ผู้คุม ประพฤติพอดีเลย
ตุ่น : ถ้าอย่างนั้น ประมาณ 5 นาที รายการนี้จบเธอมาช่วยฉันได้ไหมล่ะ
นก : ได้แน่นอน
ตุ่น : ดีมากจ้ะ

จะสังเกตได้ว่า  พฤติกรรมที่ไม่กล้าแสดงออกนั้น  จะทำให้ตนเองไม่บรรลุเป้าหมายที่ตนต้องการ ก่อเกิดความทุกข์ใจ แต่พฤติกรรมที่เหมาะสมในการแสดงออกจะไม่ทำร้ายผู้ อื่น แต่จะขอร้องให้อีกฝ่ายแก้ไขปัญหาร่วมกัน คงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดี ส่วนพฤติกรรมก้าวร้าวจะทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง ยังผลให้เกิดความรู้สึกไม่พอใจและเกิดการต่อต้าน แม้ปัญหาจะหมดไป แต่ก็ไม่สามารถคงสัมพันธภาพที่ดีไว้

การเปรียบเทียบพฤติกรรม 3 แบบ ในฐานะเป็นผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

สาเหตุที่ทำให้คนแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว

  1. ความรู้สึกว่าตนเองกำลังสูญเสียอำนาจ
  2. กลัวว่าคนอื่นจะรู้จุดอ่อนของตน
  3. เก็บกดทางอารมณ์จนมีลักษณะ อารมณ์ค้าง
  4. เชื่อว่าพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นหน ทางเดียวที่ประสบผลสำเร็จ
  5. เคยทำจนเป็นนิสัย

สาเหตุที่ทำให้คนแสดงพฤติกรรมขี้เกรง ใจ/ขี้กลัว

  1. เข้าใจว่าการแสดงสิทธิของตนเป็นการ ก้าวร้าว
  2. เข้าใจว่าการแสดงพฤติกรรมตาม ใจผู้อื่นเป็นพฤติกรรมที่สุภาพ
  3. ขาดความเข้าใจในเรื่องสิทธิส่วน บุคคล
  4. กลัวจะได้รับการตอบสนองที่ไม่ดี
  5. คิดว่าถ้ายินยอมตามผู้อื่นจะเป็นการ แก้ปัญหา

สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์

สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ หมายความถึง สิทธิอันพึงมีพึงได้ที่มนุษย์ทุกคนที่เกิดมามีได้ เท่าเทียมกัน  ในฐานะของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน

สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ มีดังต่อไปนี้

    1. สิทธิที่จะอยู่ลำพังโดยไม่จำเป็นต้อง เกี่ยวข้องกับผู้ใดถ้าเขาไม่ต้องการ
    2. สิทธิที่จะเป็นตัวของตัวเอง ไม่ขึ้นแก่ใคร
    3. สิทธิที่จะเปลี่ยนใจโดยไม่ทำให้ผู้ อื่นเดือดร้อน
    4. สิทธิที่ความคิดอ่านของเราจะได้รับ ฟังอย่างเคารพ
    5. สิทธิที่จะได้ในสิ่งที่เราจ่ายไป
    6. สิทธิที่จะแสดงตนเป็นบุคคลกล้าแสด งออก
    7. สิทธิที่จะปฏิเสธคำขอโดยไม่ต้องรู้สึก ละอายใจ
    8. สิทธิที่จะขอหรือเรียกร้องในสิ่งที่ ต้องการ
    9. สิทธิที่จะทำสิ่งผิดพลาดได้และ รับผิดชอบในการกระทำนั้น
    10. สิทธิที่จะเลือกไม่แสดงพฤติกรรม กล้าแสดงออก

การยอมรับตนเองและยอมรับผู้อื่น

Harris(1967) ได้ให้ทัศนะในการยอมรับตนเองและผู้อื่นไว้ 4 แบบด้วยกันคือ

  1. I’m Not O.K….You’re O.K.

    บุคคลซึ่งอยู่ลักษณะนี้จะเรียก ร้องความเมตตาจากผู้อื่น  ต้องการยอมรับการสนับสนุนและการได้รับเกียรติจากผู้อื่นเป็นอย่าง มาก  และคิดว่าคนอื่นๆ จะต้องการสนับสนุนเขาด้วย เขาจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้อื่นเอาใจใส่ และสนองความต้องการของเขา ในการสนทนาจะปฏิเสธตนเองและต้องการกำลังใจจากผู้อื่น

    “My life is no worth much”

2. I’m Not O.K….You’re Not O.K.

    บุคคลซึ่งอยู่ในลักษณะนี้  ไม่ต้องการการสนับสนุนจากใครแม้แต่ตนเอง มีความรู้สึกว่าชาตินี้สิ้นหวังและพยายามหนีออกจากสังคม ถึงแม้คนอื่นพยายามที่จะให้กำลังใจ แต่เขาก็จะไม่ยอมรับเพราะเขามีความรู้สึกว่าคนอื่นก็ไม่ดีเหมือนกัน

    “Life isn’t worth anything at all”

3. I’m  O.K….You’re Not O.K.

    บุคคลในลักษณะนี้  จะปฏิเสธการสนับสนุนและกำลังใจจากผู้อื่น แต่จะสร้างพลังใจด้วยตนเอง เขาจะมีความรู้สึกว่าถ้าทุกคนทิ้งเขาให้อยู่คนเดียวเขาก็อยู่ได้ เขาไม่ต้องการที่ตะมีความสัมพันธ์กับใครๆ เพราะมีความรู้สึกว่าคนอื่นเป็นคนไม่ดี

    “Your life is not worth much”

4. I’m  O.K….You’re O.K.

    บุคคลในลักษณะนี้จะมองเห็นคุณค่าของ ตนเอง และยอมรับผู้อื่นว่ามีคุณค่า จะยอมรับตนเองและให้การยอมรับผู้อื่นอย่างเสมอภาค สามารถติดต่อสัมพันธ์กับทุกคนได้ด้วยความสบายใจ สามารถแสดงออกถึงความสามารถของตนเอง และชื่นชมความสามารถของผู้อื่นด้วยความจริงใจ

“Life is worth living”

การฝึกพูดที่เหมาะ สม

ในการฝึกพูดให้เหมาะสมประกอบด้วย 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

Describe เป็นการพูดถึงพฤติกรรมที่ไม่ชอบของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา และอย่างจริงใจ โดยไม่เอาอารมณ์ของตนเองมาตัดสิน ใช้ภาษาที่ง่าย ชัดเจน อธิบายถึงเวลา สถานที่ และความถี่ของพฤติกรรมนั้นอย่างเฉพาะเจาะจงไป หลีกเลี่ยงที่จะพูดคลุม ๆ ไปทั้งหมด

Express เป็นการ บอกความรู้สึกหรือความคิดเห็นที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ หนึ่งๆ ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ โดยการใช้คำพูดว่า “ฉันมีความรู้สึกว่า………” และเมื่อจะพูดแสดงความรู้สึกนั้นให้อยู่ในลักษณะที่ไม่แสดงอาการ โกรธหรือกระแทกกระทั้นให้หลีกเลี่ยงที่จะพูดในลักษณะที่ทำให้อีก ฝ่ายหนึ่งรู้สึกด้อยลงไปหรือเป็นการพูดโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง

Specify เป็นการพูดออก มาอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมที่ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลง โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งสามารถกระทำตามที่ขอได้ โดยปราศจากความรู้สึกเจ็บใจหรือได้สูญเสียอะไรอย่างใหญ่หลวงไป แต่ในการขอร้องให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นจะต้องไม่มากไป และมีเหตุผลเพียงพอ เช่น อาจจะพูดว่า “คุณจะกรุณาหยุดเล่นกีตาร์ในวันนี้ก่อนได้ไหมคะ เพราะดิฉันกำลังดูหนังสือสอบพรุ่งนี้คะ” แทนที่จะพูดว่า “หยุดเล่นเสียที รู้สึกเกรงใจคนอื่นบ้างได้ไหม”

Consequence เป็นการ บอกให้อีกฝ่ายทราบว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาจะมีผลอะไรตามมา หรือเป็นการให้รางวัลอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งรางวัลนี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นวัตถุสิ่งของ แต่อาจจะเป็นความรัก คำชมเชย หรือเรียกว่า “Social reward” มักจะใช้คำพูดว่า…”ฉันจะรู้สึกสบายใจ ขึ้น….” ดังเช่นบอกว่า “ฉันจะรู้สึกสบายใจขึ้น ถ้าหากว่าคุณเลิกทำเสียงรบกวนฉัน” ตามปกติการให้รางวัลนี้จะมีลักษณะที่เป็นผลทั้งในทางบวก (Positive sequence) และในทางลบ (Negative sequence) แต่โดยมากมักจะนิยมใช้การให้รางวัลในทางบวกมากกว่าทางลบ ส่วนทางลบนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แล้วจะไม่ใช้กัน เพราะจะไม่ช่วยให้อีกฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ เขาเลย

ตัวอย่าง
นนท์ชอบมาสายเวลานัดกับส้ม ทำให้ส้มเป็นห่วงว่านนท์เกิดอันตรายหรือเปล่า การใช้คำพูดที่เหมาะสม เช่น ส้มไม่สบายใจเลยที่นนท์มาสายหลายครั้งแล้วลืมโทรบอกส้ม เพราะส้มเป็นห่วงว่ารถเสียหรือเกิดเรื่องไม่ดีกลางทางหรือเปล่า อยากให้นนท์โทรมาบอกส้มวันที่ต้องมาสายหรือโทรมาเลื่อนนัดก็ได้

เภสัชกร"สุดใจ" ชอบพัก late เป็นประจำ และเมื่อเข้ามาเปลี่ยนเวร ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เภสัชกร "อดทน" จึงกล่าวว่า
สุดใจจ๊ะ เราไม่สบายใจเลยที่เห็นเธอมา late เพราะเขาให้พักไม่เกินชม. แต่หลายครั้งแล้วที่เราเห็นว่าเกินชม. ถ้าหัวหน้าเห็นจะไม่ดีนะ เราอยากให้เธอแจ้งเหตุผลที่เข้าห้องช้า เพราะเพื่อนรวมงานคนอื่นเขาจะได้เข้าใจ คนอื่นเขาก็หิวต้องรอทานข้าวเหมือนกัน

นิสัยคนไทยมักจะเกรงใจไม่กล้วาพูดความจริงกันต่อหน้า แต่เก็บความไม่พอใจไปพูดกับบุคคลอื่นลับหลัง ทำให้เกิดพฤติกรรมนินทากัน และไม่เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง ถ้าคนที่กล้าพูดความจริงใช้เวลาที่เหมาะสม ควบคุมอารมณ์ เรียบเรียงคำพูดตามตัวอย่างข้างต้น และพูดตัวต่อตัว เพื่อไม่ให้ผู้อื่นได้ยิน แสดงถึงความจริงใจ มีความห่วงใย เชื่อว่าผู้รับฟังจะเข้าใจได้ในที่สุด บางคนอาจมีอารมณ์โกรธเมื่อได้รับข้อมูลดังกล่าว และอาจปฏิเสธไม่ยอมรับว่าได้ทำ แต่ถ้ามีความอดทน ให้อภัยผู้อื่น เขาจะยอมรับและเข้าใจได้ในที่สุด

 
ที่มาของความสุข
Please wait while JT SlideShow is loading images...
ความสุขระยะยาว คือการก้าวเดินอย่างมีจุดหมายความสุขเกิดจากการมีความหวัง เชื่อมั่นว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นได้ความสุขมาจากความรู้สึกสงบสุขภายในใจ